เอินเวย์ ผู้นำเวชภัณฑ์สมุนไพรจีน ศูนย์รวมอุตสาหกรรมการผลิตเวชภัณฑ์สมุนไพรจีนที่ครบวงจรและทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย
 
 

ปัญหาสุขภาพ /

Health Problems

 

 



 

        ตับเป็นอวัยวะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งในร่างกาย อยู่ใต้ชายโครงด้านขวา เป็นเสมือนโรงงานเคมีของร่างกาย ทำหน้าที่สำคัญหลายอย่าง เช่น กักเก็บสารอาหาร สังเคราะห์โปรตีน โคเลสเตอรอลและวิตามิน ผลิตน้ำดีเพื่อย่อยอาหารประเภทไขมัน  ควบคุมการสันดาปของฮอร์โมน ผลิตสารที่นำเกล็ดเลือดไปห้ามเลือดเมื่อผนังหลอดเลือดได้รับบาดเจ็บ และกำจัดสารพิษตกค้างในร่างกาย เป็นต้น ตับยังเป็นอวัยวะที่อึดมากๆ ถึงแม้ว่าตับเสียหายไปมากถึง 70% แล้วก็ตาม แต่คนเราก็ยังสามารถมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการทำงานของตับที่เหลือเพียง 30% เท่านั้น  ผู้ป่วยโรคตับส่วนใหญ่จึงไม่มีอาการที่ชัดเจนและไม่แสดงความผิดปกติในผลเลือด  แต่พอมีอาการหรือตรวจพบก็มักจะสายเกินไปเสียแล้ว



 ไวรัสตับอักเสบ B อยู่ใกล้ตัวเรา...

        ตับถูกทำลายได้จากหลายสาเหตุ เช่น การได้รับสารพิษ (สารเคมี ยา แอลกอฮอล์ ฯลฯ) การติดเชื้อหรือไวรัส เป็นต้น ซึ่งจะทำลายตับแบบเฉียบพลัน ส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว และแบบเรื้อรังจะทำให้ตับแข็งและอาจกลายเป็นมะเร็งตับในที่สุด ส่วนไวรัสตับอักเสบที่ค้นพบในปัจจุบันมีหลายสายพันธุ์ แต่สายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดปัญหามากที่สุดคือ ไวรัสตับอักเสบB เนื่องจากสามารถทำให้เกิดตับอักเสบเรื้อรังจนกลายเป็นตับแข็งและมะเร็งตับได้ ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบB สูงมากๆ โดยมีผู้ที่เป็นพาหะคอยแพร่เชื้อให้คนอื่นประมาณ 10% ถ้ารวมถึงผู้ที่เคยติดเชื้อแล้วอาจสูงถึง 20-50%เลยทีเดียว ไวรัสตับอักเสบB ถ่ายทอดในครอบครัวได้ ถ้ามีคนหนึ่งในครอบครัวเป็นแล้วไม่ป้องกันให้ดี อาจเป็นได้ทั้งครอบครัว


 






 

ไวรัสตับอักเสบB ติดต่อด้วยวิธีใด

        ไวรัสตับอักเสบB อยู่ในเลือด และอาจพบอยู่ในน้ำลาย น้ำตา น้ำนม ปัสสาวะ น้ำอสุจิและน้ำเมือกในช่องคลอด การติดต่อของไวรัสตับอักเสบB ที่สำคัญมี 3 ทางด้วยกัน

        1.การติดต่อจากมารดาสู่ทารก เป็นหนทางที่ทำให้เกิดการติดต่อมากที่สุด และคนที่ติดเชื้อตั้งแต่คลอดจะมีความเสี่ยงต่อตับแข็งและมะเร็งตับมากขึ้น รวมทั้งอาจเสียชีวิตตอนอายุยังไม่มาก


 





 

        2.การติดต่อทางเพศสัมพันธ์ คนที่มีเชื้ออยู่ในร่างกายไม่ว่ามีอาการหรือไม่ มีโอกาสแพร่เชื้อให้คู่นอนได้


 






 

        3.การติดต่อทางเลือดและอุปกรณ์ปนเปื้อนเลือด เช่น การให้เลือด การฉีดยา การฝังเข็ม การสักตามร่างกาย การเจาะหู การทำฟัน การฟอกไต การลองต่างหู การใช้แปรงสีฟันหรือมีดโกนร่วมกับผู้อื่น หรือการใช้เครื่องมือแพทย์ที่ปนเปื้อนเลือดของผู้ที่มีเชื้อไวรัสB เป็นต้น

 





 

ตับอักเสบไวรัสB มีอาการอย่างไร

        ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน จุกแน่นชายโครงด้านขวา และต่อมาจะมีอาการตัวเหลือง ตาเหลืองและปัสสาวะสีเข้ม ถึงแม้ว่า 90-95% ของผู้ป่วยตับอักเสบไวรัสB ชนิดเฉียบพลันจะหายเป็นปกติก็ตาม แต่ก่อนที่จะหายในช่วงแรก อาจอักเสบรุนแรงถึงกับตับวายและเสียชีวิตได้ และประมาณ 5-10% จะกลายเป็นตับอักเสบเรื้อรัง


        ซึ่งหมายถึง มีอาการอักเสบของตับนานเกินกว่า 6 เดือน ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่มีอาการ บางรายอาจมีอาการแค่อ่อนเพลีย ง่วงนอน เบื่ออาหาร ท้องอืดท้องเฟ้อ เครียดเรื้อรัง ส่วนใหญ่จะตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจร่างกายประจำปี อาการอักเสบของตับจะเป็นๆ หายๆ เนื่องจาก DNA ของไวรัสได้แทรกเข้าไปใน DNA ของเซลล์ตับ ตราบใดที่มีเซลล์ตับเกิดขึ้นใหม่ ก็จะมีการขยายพันธุ์ของไวรัส จึงทำให้เซลล์ตับถูกทำลายมากขึ้นเรื่อยๆ จนเสี่ยงต่อตับแข็งและมะเร็งตับได้


        ส่วนใหญ่ไม่แสดงอาการใดๆ




พาหะไวรัส B ยังเป็นคนปกติแข็งแรง...จริงหรือไม่

        พาหะหรือ carrier ไวรัสB หมายถึงผู้ที่มีไวรัสB อยู่ในร่างกายโดยที่ไม่มีอาการแสดง แต่สามารถแพร่เชื้อไวรัสให้แก่ผู้อื่น ในบ้านเราพบผู้ที่เป็นพาหะไวรัสB ประมาณ 10% ด้วยเหตุที่ไม่แสดงอาการ ผู้ที่เป็นพาหะส่วนใหญ่จึงเข้าใจผิดว่าตนเองยังเป็นคนปกติแข็งแรง และละเลยการดูแลสุขภาพของตับ แต่หารู้ไม่ ไวรัสB ที่อยู่ในร่างกายนั้น เปรียบเสมือนระเบิดเวลา ซึ่งพร้อมที่จะทำลายเซลล์ตับเมื่อร่างกายอ่อนแอ รวมทั้งอาจกลายเป็นตับอักเสบเรื้อรังโดยที่ไม่มีอาการแจ้งเตือนล่วงหน้า ถึงแม้ว่าพาหะไวรัสB มีผลการตรวจเลือดทดสอบการทำงานของตับที่ปกติก็ตาม แต่เมื่อมีการตรวจเพิ่มเติมด้วยการเจาะเนื้อตับออกมาพิสูจน์ ก็มักจะพบเนื้อตับถูกทำลายไปไม่มากก็น้อย ซึ่งจะเสี่ยงต่อการเป็นตับแข็งและมะเร็งตับได้ โดยเฉพาะในผู้ที่เป็นพาหะที่อายุย่างเข้า 40-50 ปีและติดเชื้อจากมารดาตั้งแต่กำเนิด

        ผู้ที่เป็นพาหะไวรัสB จึงควรดูแลตับเป็นพิเศษ พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด หลีกเลี่ยงถั่วลิสงโดยเฉพาะถั่วลิสงป่นที่ค้างนานๆ พริกแห้ง กระเทียม เต้าเจี้ยวและเต้าหู้ยี้ ห้ามดื่มเหล้า ออกกำลังกายได้แต่อย่าหักโหม อย่างดอาหารเพื่อลดน้ำหนัก งดบริจาคเลือดและใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ ที่สำคัญคือควรหมั่นตรวจเลือดดูเชื้อไวรัสและทดสอบการทำงานของตับ รวมทั้งตรวจสารแอลฟาฟีโตโปรตีน เพื่อค้นหามะเร็งตับระยะแรกเริ่มทุกๆ 3-6 เดือน ส่วนคนในครอบครัวเดียวกันควรได้รับการตรวจว่ามีภูมิคุ้มกันไวรัสB หรือไม่ ถ้าไม่มีก็ควรฉีดวัคซีนป้องกันไม่ให้ติดด้วย






 

ตับอักเสบไวรัสB กับมะเร็งตับสัมพันธ์กันอย่างไร

        จากสถิติทางคลินิกในปัจจุบันพบว่า กว่า 80% ของผู้ป่วยมะเร็งตับ เกิดจากตับอักเสบไวรัสB ส่วนพาหะไวรัสB จะมีความเสี่ยงต่อมะเร็งตับสูงกว่าคนทั่วไปมากถึง 223 เท่า เหตุไฉนจึงทำให้ตับอักเสบไวรัสB กลายเป็นสาเหตุหลักๆ ของมะเร็งตับ?

        จริงๆ แล้วไวรัสB ในร่างกายจะทำลายเซลล์ตับอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดการอักเสบและการซ่อมแซมของเซลล์ตับอย่างซ้ำๆ ซากๆ นานวันเข้าพังผืดที่คล้ายปุ่มและแผลเป็นที่มีลักษณะแข็งกว่า ที่เกิดจากการซ่อมแซมของเซลล์ตับนั้นก็จะค่อยๆ แทนที่เซลล์ตับที่ปกติ ทำให้ตับแข็งและไม่สามารถทำงานได้ปกติ ตับแข็งจากระยะแรกเริ่มถึงระยะปลายใช้เวลาประมาณ 10~15 ปี ระยะนี้ผู้ป่วยจะไม่มีอาการเลย จนถึงวันที่ตับวายคืออีก 2~3 ปี ก่อนจะเสียชีวิตจึงมีอาการ ซึ่งอย่างมากแค่เพลียๆ จุกๆ นิดหน่อย หากผู้ป่วยตับแข็งในระยะแรกเริ่มได้รับการรักษา เพื่อลดจำนวนไวรัสและชะลอการอักเสบของตับ ตับก็จะมีโอกาสสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทนส่วนที่เสียไป ภาวะตับแข็งก็จะพัฒนาช้าลง แต่ถ้าผู้ป่วยไม่รู้ตัวหรือไม่รักษาเลย เซลล์ตับที่เกิดขึ้นใหม่จะถูกไวรัสB ทำลายอย่างต่อเนื่องและอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงลักษณะของ DNA อย่างเฉียบพลัน จนกลายเป็นมะเร็งตับได้ในที่สุด ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันมะเร็งตับคือ ต้องรักษาตับอักเสบเสียแต่เนิ่นๆ


 




 

        ส่วนสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งตับมีอัตราการอยู่รอดต่ำคือ มะเร็งตับในระยะแรกที่สามารถรักษาให้หายได้นั้น ผู้ป่วยมักจะไม่มีอาการที่ชัดเจน ทั้งนี้ เนื่องจากตับเป็นอวัยวะที่อึดมากๆ แม้ถึงขั้นมะเร็งระยะแรก ตับก็ยังคงทำงานได้เกือบปกติ อย่างมากก็มีแค่อาการที่คลุมเครือในผู้ป่วยบางคน เช่น เสียดท้องด้านขวา ปวดแน่นชายโครงเป็นบางครั้ง หรืออารมณ์ฉุนเฉียว เป็นต้น แต่พอมีอาการที่ชัดเจนขึ้น เช่น อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร จุกเสียดแน่นท้อง น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว หรือปวดแน่นชายโครงด้านขวา ก็ยากที่จะเยียวยาแล้ว เพราะมะเร็งตับได้ลุกลามจนเกือบทั่วทั้งตับแล้ว ผู้ป่วยตับอักเสบเรื้อรังและพาหะไวรัสB  จึงควรตรวจหาแอลฟาฟีโตโปรตีน เพื่อค้นหามะเร็งตับระยะแรกเริ่มทุกๆ 3-6 เดือน



ตับอักเสบไวรัส B ป้องกันได้อย่างไร

        ถึงแม้ว่าผู้ติดเชื้อไวรัสB ไม่จำเป็นต้องกลายเป็นตับอักเสบเสมอไปทุกราย เนื่องจากภูมิคุ้มกันของร่างกายอาจกำจัดได้ แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยจะกลายเป็นพาหะหรือตับอักเสบเฉียบพลัน และในกลุ่มที่ตับอักเสบเฉียบพลันก็จะมีประมาณ 5-10%กลายเป็นตับอักเสบเรื้อรังในที่สุด  ซึ่งล้วนเสี่ยงต่อการเป็นตับแข็งและมะเร็งตับ ผู้ป่วยกลุ่มนี้อาจต้องรักษาไปตลอดชีวิต และค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงมากๆ ตามโรงพยาบาลทั่วไป แต่คุณรู้ไหมว่าเราสามารถป้องกันตับอักเสบไวรัสB ได้ เพียงแค่ไปตรวจเช็คที่โรงพยาบาลว่ามีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสB หรือไม่ ถ้ายังไม่มีก็ป้องกันด้วยการฉีดวัคซีนเท่านั้น ซึ่งน่าจะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต ปัจจุบันวัคซีนไวรัสB สามารถได้ผลถึง 95% แต่สำหรับผู้ที่เคยติดเชื้อไวรัสB มาก่อน การฉีดวัคซีนจะไม่ได้ผลใดๆ ส่วนผู้ที่มีภูมิคุ้มกันแล้วก็ไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนอีก แล้วคุณไปตรวจภูมิคุ้มกันต่อไวรัสB มาแล้วหรือยัง?


 


ภาพแสดงเส้นลมปราณตับ



 

สาเหตุตับอักเสบในทัศนะการแพทย์จีน...

        การแพทย์จีนได้จัดตับอักเสบให้อยู่ในกลุ่มโรคของ ภาวะพลังชี่อั้นในตับ (肝郁气滞) ภาวะเลือดคั่งในตับ (血瘀症) ร่วมกับ ภาวะร้อน-ชื้นในตับ (肝脾湿热)


     • ภาวะพลังชี่อั้นในตับ ในทัศนะการแพทย์จีน หนึ่งในหน้าที่สำคัญของตับคือ การระบายพลังชี่ให้กระจายไปสู่ทั่วทั้งร่างกาย (肝主疏泄) ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้ตับและอวัยวะอื่นๆ ทำงานได้ปกติ แต่ความสามารถในการระบายพลังชี่ของตับจะค่อยๆ ลดลงเมื่ออายุย่างเข้า 30-35 ปี ซึ่งเป็นไปตามความเสื่อมของร่างกาย จึงส่งผลให้พลังชี่ถูกอั้นไว้ในตับ เลือดและพลังชี่ก็จะไหลเวียนไม่คล่องตัว ทำให้เส้นลมปราณตับสะดุดและติดขัด นอกจากนี้ ปัจจัยเสี่ยงในชีวิตประจำวัน ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่จะเร่งให้เกิด ภาวะพลังชี่อั้นในตับ เร็วขึ้นและรุนแรงขึ้น

     •
ภาวะเลือดคั่งในตับ เมื่อการไหลเวียนของเลือดกับพลังชี่สะดุดและติดขัด เป็นเวลานาน เลือดก็จะจับตัวเป็นลิ่มเป็นก้อน ทำให้เกิดความผิดปกติทั้งขนาด รูปร่างและการทำงานของหลอดเลือดในตับ เซลล์ตับจึงได้รับการหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอ และส่งผลกระทบต่อกระบวนการสันดาปโภชนาหารของตับ สมรรถภาพการทำงานของตับจึงลดลงไปเรื่อยๆ

     •
ภาวะร้อน-ชื้นในตับ การระบายพลังชี่ของตับ มีผลต่อการทำงานของระบบการย่อยอาหาร ภาวะพลังชี่อั้นในตับ จะทำให้ตับ กระเพาะอาหารและม้าม ทำงานไม่สัมพันธ์กัน ก่อให้เกิดการสะสมพิษร้อน-ชื้นในระบบการย่อยอาหาร ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการทำงานของตับ ตลอดจนการสร้างและการขับน้ำดี ทำให้เกิดอาการหลายอย่าง เช่น เบื่ออาหาร เบื่อของมัน ท้องอืดท้องเฟ้อคล้ายอาหารไม่ย่อย เรอบ่อย ท้องร่วงหรือมีอุจจาระหยาบไม่จับตัวเป็นก้อน ปากขม ดีซ่าน เป็นต้น นอกจากนี้ พิษร้อน-ชื้นยังทำให้ภูมิคุ้มกันของตับต่ำลงและเกิดการอักเสบ พร้อมทั้งเอื้อต่อการรุกรานและการแพร่พันธุ์ของเชื้อไวรัสด้วย เซลล์ตับจึงถูกทำลายมากขึ้นเรื่อยๆ จนเสี่ยงต่อการเป็นตับแข็งและมะเร็งตับ



การแพทย์จีนป้องกันและบำบัดโรคตับอย่างไร...

        เป็นที่ทราบกันแล้วว่า ผู้ป่วยโรคตับส่วนใหญ่ไม่มีอาการชัดเจนและไม่แสดงความผิดปกติในผลเลือด แต่พอมีอาการหรือตรวจพบ ก็มักจะสายเกินแก้เสียแล้ว การแพทย์จีนจึงยึดมั่นในหลักการ เสริมสร้างเพื่อป้องกันดีกว่ารักษาเพื่อบรรเทา ในการป้องกันและบำบัดโรคตับมาโดยตลอด พร้อมทั้งให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันให้ถูกสุขลักษณะด้วย


        สำหรับผู้ที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป หรือมีปัจจัยเสี่ยง เช่น มีความเครียดเป็นประจำ ดื่มสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ การสูบบุหรี่ การรับประทานอาหารเผ็ด มัน ชอบทานอาหารประเภทถั่วและของหมักดอง นอนดึก พักผ่อนไม่เพียงพอ การทำงานหามรุ่งหามค่ำ ทานยาแผนปัจจุบันเป็นประจำ ขาดการออกกำลังกาย มีโรคประจำตัว เป็นต้น การแพทย์จีนแนะนำควรบำรุงตับเป็นประจำ เพื่อให้ตับอยู่ในสภาพสมดุลอยู่เสมอ


        ถึงแม้โรคตับส่วนใหญ่ ไม่มีอาการที่ชัดเจนในระยะแรกเริ่ม แต่ใช่ว่าร่างกายจะไม่ส่งสัญญาณเตือนใดๆ เลย


 





 

        เรามักจะไม่ใส่ใจสัญญาณเตือนดังกล่าว แต่หารู้ไม่ อาการเหล่านี้ล้วนเกิดจาก ภาวะพลังชี่อั้นในตับ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคตับ สำหรับผู้ที่มีสัญญาณเตือนของโรคตับ การแพทย์จีนนิยมใช้สมุนไพรจีนที่มีสรรพคุณในการระบายพลังชี่ในตับให้กระจายทั่วทั้งร่างกาย เพื่อบำบัดโรคตับในระยะแรกเริ่ม และเปรียบเสมือนเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม


        สำหรับกลุ่มที่เป็นพาหะและตับอักเสบเรื้อรัง การแพทย์จีนนิยมใช้สมุนไพรจีนที่มีสรรพคุณในการขับพิษร้อน-ชื้น ร่วมกับการสลายเลือดคั่งในตับ เพื่อหยุดยั้งการลุกลามของโรค และช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพการทำงานของตับ


        จากการวิจัยและทดลองทางการแพทย์และเภสัชวิทยาในปัจจุบันพบว่า
ยาสมุนไพรจีนที่อยู่ในรูปแบบของสารสกัด เป็นรูปแบบที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงสุด  เนื่องจากสามารถสกัดและควบคุมสารออกฤทธิ์ได้อย่างเข้มข้นและแม่นยำ โดยมีกลไกออกฤทธิ์สำคัญดังนี้




     • ช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพการทำงานของตับ ลดระดับเอนไซม์ ALT และ AST ในตับ จึงบรรเทาอาการอักเสบ ส่งเสริมการฟื้นตัวและการซ่อมแซมของเซลล์ตับ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

     • ลดภาวะความดันสูงในหลอดเลือดดำของตับ เพื่อลดขนาดความหนาของม้ามที่โตขึ้น จึงช่วยชะลอหรือหยุดยั้งภาวะตับแข็งได้

     • เสริมสร้างภูมิคุ้มกันของตับในการลดการแบ่งตัวของไวรัส

     อาการปวดแน่นชายโครงด้านขวา ท้องอืดท้องเฟ้อ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย และอาการอื่นๆ ที่เกิดจากตับอักเสบเรื้อรังก็จะค่อยๆ ทุเลาลง





 


เอินเวย์ ผู้นำเวชภัณฑ์สมุนไพรจีน
มาตรฐานสากล ISO 9001:2000& GMP
 
 

        เอินเวย์ ก่อตั้งเมื่อปี 2523 ณ มณฑลเสฉวน ซึ่งเป็นมณฑลที่มีสมุนไพรอุดมสมบูรณ์ที่สุดในประเทศจีน โดยมุ่งเน้นการค้นคว้า วิจัยและผลิตยาสมุนไพร สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 200 ไร่ มีพนักงานกว่า 4,500 คน รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรและเภสัชกรกว่า 1,500 คน สำนักงานใหญ่ประกอบด้วยสถาบันวิจัยสมุนไพรและการแพทย์จีน ศูนย์คอมพิวเตอร์ควบคุมคุณภาพ โรงงานสกัดและผลิตยาสมุนไพร โรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์ ฯลฯ ซึ่งเป็นศูนย์รวมอุตสาหกรรมการผลิตเวชภัณฑ์สมุนไพรจีนที่ครบวงจรและทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย โดยมีบทบาทสำคัญดังนี้

           ·ทำการค้นคว้า วิจัยและผลิตยาสมุนไพรจีนนานาชนิด เพื่อใช้กับโรงพยาบาลต่างๆ ในประเทศจีน

          ·ทำการค้นคว้าเทคโนโลยีการสกัดสมุนไพรจีนที่เป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของ เอินเวย์ และเป็นผู้นำด้านการสกัดสารสำคัญ (Bioactive Components) จากสมุนไพรจีนกว่า 1,200 ชนิด เพื่อเป็นวัตถุดิบให้กับบริษัทผลิตยาทั้งในและต่างประเทศ

          ·ร่วมมือกับสถาบันด้านการแพทย์ชั้นนำทั่วโลก เพื่อทำการวิจัยและพัฒนายาสมุนไพรรักษาโรคมะเร็ง และต่อต้านไวรัส HIV


        เอินเวย์ เป็นบริษัทผู้ผลิตยากลุ่มแรกของประเทศจีนที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล ISO-9001 และ GMP ตั้งแต่ปี 2537 และพิชิตรางวัลธุรกิจเอกชนดีเด่นแห่งชาติติดต่อกัน 10 ปี ปัจจุบัน เอินเวย์ มีธุรกิจในเครือ 34 แห่ง รวมทั้งโรงงานผลิตเวชภัณฑ์สมุนไพรตามมณฑลต่างๆ ในประเทศจีนและสาขาต่างๆ ในต่างประเทศ


        ยาสมุนไพรทั่วไปจะไม่สามารถเห็นผลรวดเร็วและอาจไม่ปลอดภัยหากไม่มีกรรมวิธีการผลิตที่ทันสมัย ดังนั้น เอินเวย์ ได้นำเทคโนโลยีด้านชีวเคมี การสกัดสมุนไพรที่ทันสมัยและสอดคล้องกับคุณสมบัติทางชีวภาพของสมุนไพรแต่ละชนิด เข้ามาใช้ในขั้นตอนการผลิต เช่น  Low Temperature Extraction, Ultra-Critical CO2 Fluid Extraction System, Molecular Distillation, Dynamic Countercurrent Plant Extraction System, Macropore Absorb Resin Separation System, Circumrotate Film Evaporation System, Spray Dryer With Inner Fluid bed เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้ได้สารสกัดสมุนไพรเข้มข้นที่เป็นประโยชน์ในการรักษา และคงไว้ซึ่งสรรพคุณสูงสุดของสมุนไพร ส่วนสารที่มีผลข้างเคียงต่อร่างกายจะถูกแยกออกอย่างหมดสิ้น

        การใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์อันทันสมัย เช่น High Performance Capillary Electrophoresis Apparatus, CS-9000 Double-wavelength Scanner, High-effective Liquid Phase Chromatograph, Atomic  Absorption Spectrometer, Atomic Fluorescence Spectrometer เป็นต้น เพื่อควบคุมคุณภาพของวัตถุดิบและสารออกฤทธิ์สำคัญของยาสมุนไพรให้คงที่และได้มาตรฐาน

        ส่วนเทคโนโลยี Cell Wall Breaking Ultramicro Comminution สามารถแตกผนังเซลล์ทำให้ยาสมุนไพรมีความละเอียดมากกว่า 1,000mu ร่างกายจึงสามารถดูดซึมได้อย่างรวดเร็วและนำไปใช้ได้มากกว่า 95% สูงกว่ายาสมุนไพรทั่วไป 5-6 เท่า จึงถือว่าเป็นการปฏิวัติทั้งขั้นตอนการผลิต ประสิทธิภาพและวิธีการใช้ยาสมุนไพรจีนจากรูปแบบดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง หมดปัญหาด้านเห็นผลล่าช้า สารตกค้างและผลข้างเคียงใดๆ ทั้งสิ้น

       
เอินเวย์ ยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งในการศึกษา ค้นคว้าและวิจัยเวชภัณฑ์ที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ เพื่อสุขภาพพลานามัยของผู้บริโภคให้ดีถ้วนหน้า



Back to Top