เอินเวย์ ผู้นำเวชภัณฑ์สมุนไพรจีน ศูนย์รวมอุตสาหกรรมการผลิตเวชภัณฑ์สมุนไพรจีนที่ครบวงจรและทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย
 
 

ปัญหาสุขภาพ /

Health Problems






 

โคเลสเตอรอลคืออะไร?

        โคเลสเตอรอลเป็นไขมันชนิดหนึ่ง แต่ไม่ใช่ไขมันที่เราเห็นในเนื้อสัตว์ ถึงแม้ว่าโคเลสเตอรอลมีประโยชน์ในการสร้างน้ำดี ฮอร์โมนบางชนิด วิตามินดี เยื่อหุ้มเซลล์และฉนวนรอบเส้นประสาท แต่ถ้าโคเลสเตอรอลในกระแสเลือดมีมากเกินความต้องการของร่างกาย หรือมากกว่า200 mg/dl โคเลสเตอรอลเหล่านี้ก็จะไปสะสมตามผนังหลอดเลือดและพอกหนาขึ้นตามอายุ ทำให้หลอดเลือดตีบลง และขาดความยืดหยุ่น เลือดจึงไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ  ไม่เพียงพอ ภาวะตีบนี้มีโอกาสเกิดขึ้นกับหลอดเลือดทุกส่วนของร่างกาย แต่ตำแหน่งที่อันตรายที่สุดได้แก่ หลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมอง



โคเลสเตอรอลในกระแสเลือดมาจากไหน?

        โคเลสเตอรอลในกระแสเลือดส่วนใหญ่ผลิตจากตับ ร่างกายดูดซึมโคเลสเตอรอลจากอาหารได้น้อย หากตับขาดสภาพความสมดุลก็จะมีการผลิตโคเลสเตอรอลมากเกินไป  ซึ่งเป็นสาเหตุว่าทำไมบางคนมีการควบคุมอาหารแล้ว แต่ก็ยังมีระดับโคเลสเตอรอลในเลือดสูงเกินไป อย่างไรก็ตาม ระดับโคเลสเตอรอลในกระแสเลือดจะสูงขึ้นได้จากการทานอาหารที่มีโคเลสเตอรอลหรือกรดไขมันอิ่มตัวสูง รวมถึงการทานอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลเกินความต้องการของร่างกายด้วย



 




 

โคเลสเตอรอลมีกี่ชนิด?

1. HDL ซึ่งเป็นโคเลสเตอรอลชนิดดี เปรียบเสมือน ตำรวจ ที่พาโคเลสเตอรอลกลับมาที่ตับเพื่อขจัดออกจากร่างกาย ไม่ปล่อยให้สะสมตามผนังหลอดเลือด

2. LDL ซึ่งเป็นโคเลสเตอรอลชนิดเลว เปรียบเสมือน ผู้ร้าย คอยแอบพาโคเลสเตอรอลไปสะสมตามผนังหลอดเลือด

        ดังนั้น ถ้าใครมี LDL โคเลสเตอรอลสูง ก็จะมีความเสี่ยงต่อภาวะหลอดเลือดตีบได้มากกว่า ในขณะที่บางคนมี HDLโคเลสเตอรอลสูงก็จะลดความเสี่ยงต่อภาวะหลอดเลือดตีบได้ด้วย
 


ไตรกลีเซอไรด์คืออะไร?

        ไตรกลีเซอไรด์เมื่ออยู่ในกระแสเลือดก็เปรียบเสมือน ผู้ช่วยผู้ร้าย แม้โคเลสเตอรอลไม่สูง แต่ถ้าไตรกลีเซอไรด์สูงก็จะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน โรคหัวใจขาดเลือด อัมพฤกษ์ อัมพาต นอกจากนี้ ระดับไตรกลีเซอไรด์ที่สูง ยังอาจทำให้ตับอ่อนอักเสบและยับยั้งกระบวนการขับกรดยูริกออกจากร่างกายด้วย
 


ระดับโคเลสเตอรอลที่เหมาะสมควรจะเป็นอย่างไร?

        ระดับโคเลสเตอรอลที่เหมาะสมจะแตกต่างกันในแต่ละกลุ่มคนดังนี้


 


 

ภาวะโคเลสเตอรอลในเลือดสูงจะก่ออันตรายต่อร่างกายอย่างไร

1.ผลเสียต่อเลือด ทำให้เลือดมีความหนืดมากขึ้น เลือดจึงไหลเวียนไม่สะดวกและตกตะกอนตามผนังหลอดเลือด ซึ่งจะทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวกเพิ่มมากยิ่งขึ้น

2.ผลเสียต่อหัวใจ เมื่อมีโคเลสเตอรอลสะสมในหลอดเลือดหัวใจ ก็จะเสี่ยงต่อกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือหัวใจวายได้ แต่ในกรณีหลอดเลือดหัวใจยังตีบไม่มาก ผู้ป่วยอาจไม่รู้สึกมีอาการใดๆ อาการผิดปกติต่างๆ จะเกิดขึ้นต่อเมื่อหลอดเลือดหัวใจตีบไปแล้วมากกว่า 75%อาทิ

     เจ็บหน้าอก: รู้สึกแน่นหน้าอก ลำคอ ท้องส่วนบนหรือต้นแขนในขณะออกกำลังหรือเครียด เมื่อได้พักอาการมักดีขึ้น
     หายใจไม่อิ่ม:อาการหายใจลำบาก เหนื่อย เกิดขึ้นได้ไม่ว่าในขณะออกแรง พักผ่อนหรือนอนหลับ
     บวม:อาการบวมบริเวณเท้ามักจะเกิดขึ้นเวลาค่ำ
     ใจสั่น:หัวใจเต้นเร็ว แรงหรือจังหวะไม่สม่ำเสมอ
     อ่อนเพลีย:ความรู้สึกเหมือนไม่มีแรงเหนื่อยง่ายผิดปกติ
     เป็นลม:อาการหมดสติอย่างเฉียบพลัน หรือรู้สึกศีรษะเบาหวิว


 

ภาพแสดงหลอดเลือดหัวใจตีบ




 

3.ผลเสียต่อสมอง ทำให้หลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันและเสี่ยงต่อการเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต ซึ่งมักจะมีสัญญาณเตือนดังนี้:
     มึนงงหรือวิงเวียนบ่อย
     ปวดศีรษะเป็นประจำ
     ใบหน้าบิดเบี้ยว
     ลิ้นชาหรือแข็ง พูดไม่ชัด  ตามัว
     แขนขาอ่อนแรง
     กลืนอาหารลำบาก
     ทรงตัวไม่อยู่ เดินเซเหมือนคนเมาเหล้า


 






 

4.ผลเสียต่อถุงน้ำดี โคเลสเตอรอลมีผลต่อการสร้างน้ำดี แต่ปริมาณโคเลสเตอรอลที่มากเกินไปจะทำให้เกิดนิ่วในถุงน้ำดี
 
5.ผลเสียต่อส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ระบบหลอดเลือดเปรียบเสมือนร่างแหที่แผ่กระจายทั่วร่างกาย เมื่อโคเลสเตอรอลในกระแสเลือดเพิ่มสูงขึ้น ย่อมส่งผลต่อทุกๆ ส่วนของร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยเบาหวานอาจทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนได้ เช่น เบาหวานขึ้นตา ทำให้ตามัวมองไม่ชัดหรือไตวาย เป็นต้น




ปัจจัยเสี่ยงของโรคระบบหลอดเลือดและหัวใจมีอะไรบ้าง?
 
        ปัจจัยเสี่ยงของโรคระบบหลอดเลือดและหัวใจมีอยู่หลายอย่าง เช่น การสูบบุหรี่ ขาดการออกกำลังกาย น้ำหนักเกินเกณฑ์ปกติ ความเครียด การใช้ยาคุมกำเนิดหรือสารฮอร์โมนทดแทนเป็นประจำ การรับประทานอาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูงเป็นประจำ การดื่มกาแฟมากเกินควร ท้องผูกเป็นประจำ ความดันโลหิตสูงกว่า 140/90 มม.ปรอท โคเลสเตอรอลสูงกว่า 200mg/dl  ไตรกลีเซอไรด์สูงกว่า 150mg/dl ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่า 99 mg/dl กรรมพันธุ์ (มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง อัมพฤกษ์ อัมพาต ฯลฯ) สตรีหลังหมดประจำเดือน  เป็นต้น 

 

สำหรับผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปหรือมีปัจจัยเสี่ยง 2 ข้อขึ้นไปควรป้องกันโรคระบบหลอดเลือดและหัวใจแต่เนิ่นๆ




 

คนที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบจะต้องมีโคเลสเตอรอลในเลือดสูง...จริงหรือไม่
 
        แม้ว่าโคเลสเตอรอลสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการเกิดโรคหัวใจ แต่บางคนเป็นโรคหัวใจโดยที่ระดับโคเลสเตอรอลปกติหรือต่ำกว่าปกติ ดังนั้น ผู้ที่มีระดับโคเลสเตอรอลปกติหรือต่ำกว่าปกติ จึงไม่ควรมองข้ามอาการของโรคหัวใจ เช่น เจ็บหน้าอก หายใจไม่อิ่ม บวม ใจสั่น อ่อนเพลีย เป็นลม เป็นต้น
 


คนผอมไม่มีปัญหาโคเลสเตอรอลในเลือดสูง...จริงหรือไม่?
     
        โคเลสเตอรอลในเลือดสูงไม่ได้ขึ้นอยู่กับรูปร่าง ไม่ว่าคนผอมหรือคนอ้วนต่างก็มีโอกาสเป็นได้เช่นกัน
 
 

คนอายุน้อยไม่มีปัญหาโคเลสเตอรอลในเลือดสูง...จริงหรือไม่?
 
        งานวิจัยหลายชิ้นรายงานว่า คราบไขมันบนผนังหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงหัวใจ สามารถเกิดขึ้นตั้งแต่อายุช่วงวัยรุ่นตอนปลาย ดังนั้น ผู้ที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป ควรตรวจระดับโคเลสเตอรอลและป้องกันแต่เนิ่นๆ
 


สำหรับผู้ที่ออกกำลังกายหรือมีการควบคุมอาหารอยู่แล้ว จะเสี่ยงต่อโรคระบบหลอดเลือดและหัวใจไหม?

        การออกกำลังกายหรือลดอาหารประเภทไขมันหรือโคเลสเตอรอลสูง จะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะโคเลสเตอรอลในเลือดสูงได้บ้าง แต่ก็ไม่สามารถลดระดับโคเลสเตอรอลให้ลงมาอยู่ในระดับปลอดภัยเสมอไป เนื่องจากอายุที่เพิ่มขึ้นมักจะทำให้ตับขาดความสมดุล ผลที่ตามมาคือ มีก
ารผลิตโคเลสเตอรอลมากเกินควร ทั้งๆ ที่มีการควบคุมอาหารและออกกำลังกายแล้วก็ตาม


ผู้ที่ยังไม่มีอาการของโรคหัวใจควรป้องกันอย่างไร?

        ผู้ที่ยังไม่มีอาการมิได้หมายถึงคนๆ นั้นไม่เสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เนื่องจากหลอดเลือดหัวใจต้องตีบไปแล้วมากกว่า 75% ถึงเริ่มแสดงอาการ และจากสถิติทางคลีนิกพบว่าราวๆ 1 ใน 5 ของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ จะไม่แสดงอาการใดๆ เป็นสัญญาณเตือน ดังนั้น สำหรับผู้ที่อายุ 40 ปีขึ้นไปหรือผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคระบบหลอดเลือดและหัวใจ ควรป้องกันกันแต่เนิ่นๆ ส่วนยาสมุนไพรจีนที่มีสรรพคุณในการทำความสะอาดหอดเลือด ก็จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการป้องกันโรคนี้ด้วย


 
ทำไมบางคนระดับโคเลสเตอรอลอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ก็ยังมีอาการปวด แน่น จุกเสียดหน้าอก?
 
        ระดับโคเลสเตอรอลที่เราทราบจากผลการตรวจเลือดนั้น เป็นเพียงระดับโคเลสเตอรอลที่อยู่ในกระแสเลือดเท่านั้น ไม่ได้รวมถึงส่วนที่สะสมตามผนังหลอดเลือด ดังนั้น ผู้ที่มีระดับโคเลสเตอรอลปกติ ก็อาจมีภาวะไขมันสะสมตามผนังหลอดเลือดหัวใจได้เช่นกัน จึงมีอาการปวด แน่น จุกเสียดหน้าอก เหนื่อยง่ายและหายใจไม่สะดวก
 
 

สำหรับผู้ที่ได้ทำบอลลูนหรือบายพาสมาแล้ว จำเป็นต้องใช้สมุนไพรจีนที่มีสรรพคุณในการทำความสะอาดหลอดเลือดอีกไหม?

        การทำบอลลูนคือ การสอดท่อที่มีบอลลูนเข้าไปในหลอดเลือดหัวใจ เพื่อเบียดให้ไขมันแบนลงไปติดที่ผนังหลอดเลือด หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ไขมันในหลอดเลือดหัวใจยังมีมากเท่าเดิม เพียงแต่ถูกเบียดให้แบนลงเท่านั้น หลอดเลือดหัวใจของผู้ป่วยจึงมักจะกลับมาตีบใหม่ภายใน 3-6 เดือนหลังการทำบอลลูน โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีไขมันในเลือดสูง เบาหวาน ความดันโลหิตสูงหรือโรคไต โอกาสกลับมาตีบใหม่ก็จะเร็วขึ้น ที่สำคัญคือ หลอดเลือดส่วนอื่นๆ ของผู้ป่วยกลุ่มนี้ก็มักจะมีอาการตีบเช่นกัน การทำบอลลูนหรือบายพาสนั้น แก้ไขได้เฉพาะหลอดเลือดหัวใจจุดที่ได้ทำเท่านั้น แต่หลอดเลือดส่วนอื่นๆ ของร่างกายก็ยังคงสภาพตีบเช่นเดิม ดังนั้น ผู้ป่วยกลุ่มนี้จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการใช้สมุนไพรจีนเพื่อทำความสะอาดหลอดเลือดทั่วทั้งร่างกาย





 


ผลการตรวจหัวใจขณะเดินสายพานที่ปกติเป็นการรับประกันความแข็งแรงของหัวใจ...จริงหรือไม่?
 
        การตรวจหัวใจขณะเดินบนสายพาน เป็นวิธีทดสอบการไหลเวียนโลหิตของกล้ามเนื้อหัวใจขณะออกกำลัง แม้หลอดเลือดหัวใจตีบไปแล้ว 50% ผลการตรวจก็ยังเป็นปกติ ทำให้ผู้ที่ได้รับการตรวจเกิดความมั่นใจว่าตนเองปกติ ทั้งๆ ที่กำลังเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ คนจำนวนมากจึงเข้าใจผิดว่าการทดสอบด้วยวิธีนี้ เป็นการรับประกันความแข็งแรงของหัวใจ ดังนั้น เมื่อมีสัญญาณเตือนของโรคหัวใจ พวกเขาเหล่านั้นจึงมักจะอดทนหรือไม่ยอมรับว่ามีอาการ คิดว่าเป็นเพราะเหนื่อยจากการโหมงานหนักหรือไม่แข็งแรงพอ จึงไม่ใส่ใจในการป้องกันและรักษา จนทราบในภายหลังเมื่อแพทย์วินิจฉัยโรคได้แล้ว หรือต้องเสียชีวิตอย่างเฉียบพลันจากหัวใจวาย



ผู้ที่ยังไม่มีอาการของโรคหัวใจควรป้องกันอย่างไร?

ผู้ที่ยังไม่มีอาการมิได้หมายถึงคนๆ นั้นไม่เสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เนื่องจากหลอดเลือดหัวใจต้องตีบไปแล้วมากกว่า 75% ถึงเริ่มแสดงอาการ และจากสถิติทางคลินิกพบว่าราวๆ  1  ใน  5  ของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบจะไม่แสดงอาการใดๆ  เป็นสัญญาณเตือน  ดังนั้น สำหรับผู้ที่อายุ  40  ปีขึ้นไปหรือผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคระบบหลอดเลือดและหัวใจควรป้องกันกันแต่เนิ่นๆ  ส่วนยาสมุนไพรจีนที่มีสรรพคุณในการทำความสะอาดหลอดเลือดก็จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการป้องกันโรคนี้ด้วย

ทำไมผู้ป่วยเบาหวานมักเสียชีวิตจากโรคหัวใจ?

        ผู้ป่วยเบาหวานมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบในอายุที่น้อยกว่าแต่มีความรุนแรงที่มากกว่า เนื่องจากระดับน้ำตาลที่เพิ่มสูงขึ้นนั้น จะทำให้ผนังหลอดเลือดแดงทั่วร่างกายเกิดความผิดปกติและเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว ประกอบกับผู้ป่วยเบาหวานมักจะมีโรคอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น โรคไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง โรคอ้วน การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ เป็นต้น ซึ่งโรคเหล่านี้จะเร่งให้โครงสร้างและสภาพของหลอดเลือด เกิดความผิดปกติมากขึ้นและเร็วขึ้น หลอดเลือดหัวใจจึงเกิดการอักเสบ ทำให้คราบไขมันที่เกาะตามผนังหลอดเลือดมีการแตกออก และเกิดลิ่มเลือดมาอุดตันหลอดเลือดหัวใจอย่างเฉียบพลัน ส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย โรคหลอดเลือดหัวใจตีบจึงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของผู้ป่วยเบาหวาน







 

 

ความดันโลหิตสูงทำไมจึงจัดเป็นโรคอันตราย?

        ความดันโลหิตสูงเกิดจากหลอดเลือดแดงตีบลง ทำให้เลือดไหลผ่านได้ยากขึ้น ผลที่ตามมาคือ หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อให้มีแรงดันมากขึ้นกว่าปกติ เลือดจะได้ไหลเวียนไปเลี้ยงทั่วร่างกายอย่างต่อเนื่องและเพียงพอ ภาวะความดันโลหิตสูงจะทำให้ผนังหลอดเลือดชำรุดเสียหาย หลอดเลือดแข็งตัวและทำให้ไขมันเกาะตามผนังหลอดเลือดได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะเสี่ยงต่อโรคร้ายแรง เช่น โรคหัวใจขาดเลือด โรคหัวใจพิบัติ โรคหลอดเลือดสมองและไตวาย เป็นต้น แต่ที่อันตรายที่สุดคือ ความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่ไม่แสดงอาการอะไรออกมาให้เห็นเลย มีส่วนน้อยเท่านั้นอาจมีอาการปวดท้ายทอยหรือมึนศีรษะเป็นประจำ ดังนั้น  เราจะใช้อาการปวดศีรษะหรืออาการอื่นๆ มาเป็นเกณฑ์ในการเริ่มรักษาไม่ได้ ควรรักษาแต่เนิ่นๆ แม้จะไม่มีอาการใดๆ ก็ตาม



สมุนไพรบำบัดโรคระบบหลอดเลือดและหัวใจออกฤทธิ์อย่างไร?

        สมุนไพรจีนที่ใช้ในการบำบัดโรคระบบหลอดเลือดและหัวใจประกอบด้วย Yanhusuo (Yanhusuo), Nutgrass Galingale Rhizome (Xiangfu), Safflower (Honghua), Szechwan Lovage Rhizome (Chuanxiong), Red Peony Root (Chishao), Danshen Root (Danshen) ฯลฯ ซึ่งมีประวัติการใช้มาเนิ่นนาน จากการวิจัยและทดลองทางการแพทย์และเภสัชวิทยาในปัจจุบันพบว่า ยาสมุนไพรจีนที่อยู่ในรูปแบบของสารสกัด เป็นรูปแบบที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงสุด เนื่องจากสามารถสกัดและควบคุมสารออกฤทธิ์ได้อย่างเข้มข้นและแม่นยำ เช่น สาร Protocatechualdehyde Tetrahydropalmatine,Corydalis B, Paeoniflorin,Carthamin และ Ligustrazineเป็นต้น โดยมีกลไกออกฤทธิ์สำคัญดังนี้






     ปรับความสมดุลของร่างกายโดยเฉพาะความสมดุลของตับทำให้ตับมีการผลิตโคเลสเตอรอลในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากเกินไปเพื่อขจัดต้นเหตุสำคัญของโรคระบบหลอดเลือดและหัวใจ
     ฟื้นฟูการทำงานของตับอ่อน ทำให้ตับอ่อนผลิตอินซูลินในปริมาณที่เหมาะสม พร้อมทั้งส่งเสริมให้ร่างกายได้ตอบสนองต่ออินซูลินได้อย่างมีประสิทธิภาพ โรคเบาหวานจึงค่อยๆ ทุเลาลงอย่างเห็นได้ชัด
     ลดภาวะการขาดเลือดของกล้ามเนื้อหัวใจเพิ่มความสามารถในการบีบตัวและลดความต้องการออกซิเจนของกล้ามเนื้อหัวใจ จึงบรรเทาอาการปวด แน่น จุกเสียดหน้าอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
     ลดความข้นของโคเลสเตอรอลและระดับไตรกลีเซอไรด์ เพิ่ม HDLโคเลสเตอรอลเพื่อนำ LDL โคเลสเตอรอลที่สะสมตามผนังหลอดเลือดกลับไปที่ตับเพื่อขจัดออกจากร่างกาย
     เพิ่มความยืดหยุ่นของหลอดเลือด สลายและยับยั้งการก่อตัวของลิ่มเลือด ลดความเหนียวหนืดของเซลล์เม็ดเลือด จึงบำบัดความดันโลหิตสูง ภาวะหลอดเลือดหัวใจและสมองตีบหรือแตกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
     กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจ สมองและอวัยวะต่างๆ ได้ดีขึ้น






เอินเวย์ ผู้นำเวชภัณฑ์สมุนไพรจีน
มาตรฐานสากล ISO 9001:2000& GMP
 
 

        เอินเวย์ ก่อตั้งเมื่อปี 2523 ณ มณฑลเสฉวน ซึ่งเป็นมณฑลที่มีสมุนไพรอุดมสมบูรณ์ที่สุดในประเทศจีน โดยมุ่งเน้นการค้นคว้า วิจัยและผลิตยาสมุนไพร สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 200 ไร่ มีพนักงานกว่า 4,500 คน รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรและเภสัชกรกว่า 1,500 คน สำนักงานใหญ่ประกอบด้วยสถาบันวิจัยสมุนไพรและการแพทย์จีน ศูนย์คอมพิวเตอร์ควบคุมคุณภาพ โรงงานสกัดและผลิตยาสมุนไพร โรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์ ฯลฯ ซึ่งเป็นศูนย์รวมอุตสาหกรรมการผลิตเวชภัณฑ์สมุนไพรจีนที่ครบวงจรและทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย โดยมีบทบาทสำคัญดังนี้

           ·ทำการค้นคว้า วิจัยและผลิตยาสมุนไพรจีนนานาชนิด เพื่อใช้กับโรงพยาบาลต่างๆ ในประเทศจีน

          ·ทำการค้นคว้าเทคโนโลยีการสกัดสมุนไพรจีนที่เป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของ เอินเวย์ และเป็นผู้นำด้านการสกัดสารสำคัญ (Bioactive Components) จากสมุนไพรจีนกว่า 1,200 ชนิด เพื่อเป็นวัตถุดิบให้กับบริษัทผลิตยาทั้งในและต่างประเทศ

          ·ร่วมมือกับสถาบันด้านการแพทย์ชั้นนำทั่วโลก เพื่อทำการวิจัยและพัฒนายาสมุนไพรรักษาโรคมะเร็ง และต่อต้านไวรัส HIV


        เอินเวย์ เป็นบริษัทผู้ผลิตยากลุ่มแรกของประเทศจีนที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล ISO-9001 และ GMP ตั้งแต่ปี 2537 และพิชิตรางวัลธุรกิจเอกชนดีเด่นแห่งชาติติดต่อกัน 10 ปี ปัจจุบัน เอินเวย์ มีธุรกิจในเครือ 34 แห่ง รวมทั้งโรงงานผลิตเวชภัณฑ์สมุนไพรตามมณฑลต่างๆ ในประเทศจีนและสาขาต่างๆ ในต่างประเทศ


        ยาสมุนไพรทั่วไปจะไม่สามารถเห็นผลรวดเร็วและอาจไม่ปลอดภัยหากไม่มีกรรมวิธีการผลิตที่ทันสมัย ดังนั้น เอินเวย์ ได้นำเทคโนโลยีด้านชีวเคมี การสกัดสมุนไพรที่ทันสมัยและสอดคล้องกับคุณสมบัติทางชีวภาพของสมุนไพรแต่ละชนิด เข้ามาใช้ในขั้นตอนการผลิต เช่น  Low Temperature Extraction, Ultra-Critical CO2 Fluid Extraction System, Molecular Distillation, Dynamic Countercurrent Plant Extraction System, Macropore Absorb Resin Separation System, Circumrotate Film Evaporation System, Spray Dryer With Inner Fluid bed เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้ได้สารสกัดสมุนไพรเข้มข้นที่เป็นประโยชน์ในการรักษา และคงไว้ซึ่งสรรพคุณสูงสุดของสมุนไพร ส่วนสารที่มีผลข้างเคียงต่อร่างกายจะถูกแยกออกอย่างหมดสิ้น

        การใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์อันทันสมัย เช่น High Performance Capillary Electrophoresis Apparatus, CS-9000 Double-wavelength Scanner, High-effective Liquid Phase Chromatograph, Atomic  Absorption Spectrometer, Atomic Fluorescence Spectrometer เป็นต้น เพื่อควบคุมคุณภาพของวัตถุดิบและสารออกฤทธิ์สำคัญของยาสมุนไพรให้คงที่และได้มาตรฐาน

        ส่วนเทคโนโลยี Cell Wall Breaking Ultramicro Comminution สามารถแตกผนังเซลล์ทำให้ยาสมุนไพรมีความละเอียดมากกว่า 1,000mu ร่างกายจึงสามารถดูดซึมได้อย่างรวดเร็วและนำไปใช้ได้มากกว่า 95% สูงกว่ายาสมุนไพรทั่วไป 5-6 เท่า จึงถือว่าเป็นการปฏิวัติทั้งขั้นตอนการผลิต ประสิทธิภาพและวิธีการใช้ยาสมุนไพรจีนจากรูปแบบดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง หมดปัญหาด้านเห็นผลล่าช้า สารตกค้างและผลข้างเคียงใดๆ ทั้งสิ้น

       
เอินเวย์ ยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งในการศึกษา ค้นคว้าและวิจัยเวชภัณฑ์ที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ เพื่อสุขภาพพลานามัยของผู้บริโภคให้ดีถ้วนหน้า



Back to Top