• ผู้นำเวชภัณฑ์สมุนไพรจีน มาตรฐาน ISO9001 : 2000 & GMP

中药科技 成就健康

นวัตกรรมสมุนไพรจีน สร้างเสริมสุขภาพ

   จันทร์-เสาร์ 08.30-17.30

   02-751-4399

 จันทร์-เสาร์ 08.30-17.30  02-751-4399

中药科技 成就健康

นวัตกรรมสมุนไพรจีน สร้างเสริมสุขภาพ

โควิด รอบ 2 ของไทยมาแล้ว

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ (19 ส.ค. 2563  20:46 น.)

ทำคนไทยอยู่ในความเครียดอีกครั้ง เมื่อหญิงไทย 2 ราย กลับจากนครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เข้าพักสถานกักตัวของรัฐใน State Quarantine จนครบ 14 วัน ไม่พบการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และได้ออกมาใช้ชีวิตตามปกติ กระทั่งต่อมามีการตรวจพบเชื้อ เข้ารักษาตัวโรงพยาบาลรามาธิบดี

กระทรวงสาธารณสุข รับมอบยา Lianhua สมุนไพรจีน จากเอินเวย์ หวังเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและรักษาผู้ป่วยโควิด-19 และลดความเสี่ยงเกิดรอบ 2 

หรือไทย จะกลับมาแพร่ระบาดอีกรอบ เช่นเดียวกับ นิวซีแลนด์ เวียดนาม และหลายๆประเทศ โดย ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยกับ “ทีมข่าวเจาะประเด็นไทยรัฐออนไลน์” ว่า โดยปกติผู้ที่เข้าสถานกักตัวของรัฐใน State Quarantine หากครบ 14 วัน ไม่ตรวจพบเชื้อ จะปล่อยตัวออกไป ส่วนกรณีตรวจพบเชื้อภายหลัง มีความเป็นไปได้ 2 กรณี 1. ตรวจด้วยการแยงจมูก ซึ่งไม่มีความแม่นยำ ทำให้ไม่พบเชื้อ และ 2. ไม่มีการติดเชื้อระหว่างกักตัว อาจมีความเป็นได้ที่ติดเชื้อจากข้างนอก เมื่อออกมาจาก State Quarantine อย่างไรก็ตาม ในเรื่องนี้ต้องรอการสอบสวนโรค แต่สุดท้ายแล้วการตรวจหาเชื้อที่ได้ผลที่สุดต้องตรวจเลือด หรือกรณีต้องสงสัย ต้องตรวจซ้ำโดยส่งต่อให้สภากาชาด

“ที่ผ่านมา เคยพูดมานานแล้วว่าภายในประเทศอาจมีคนแพร่เชื้อได้ โดยไม่มีใครทราบ ยกเว้นมีอาการ PUI เข้าเกณฑ์สอบสวนโรค หรือมีประวัติความเสี่ยง หรือใกล้ชิดกับคนที่ป่วยก่อนหน้า จึงมีการตรวจหาเชื้อ แต่ไม่มีการปูพรมตรวจหาเชื้อคนที่ไม่มีอาการ สามารถแพร่เชื้อได้ในช่วง 30-40 วัน หรือบางคนมีอาการ แล้วเชื้ออาจหมดไปเอง ทำให้ตอนนี้เราไม่รู้ว่า มีใครภายในประเทศติดเชื้อบ้าง เพราะตรวจเฉพาะคนที่เข้าเกณฑ์สอบสวนโรคเท่านั้น แต่ไม่อยากให้คนตื่นตระหนกตกใจ ถามว่าตอนนี้มีคนติดเชื้อในประเทศไหมโดยไม่รู้ ผมตอบได้เลยว่าต้องมี และมีความเป็นไปได้ หากไม่สามารถสอบสวนคนใกล้ชิด คนสัมผัสได้ ดังนั้นไทยควรเริ่มตรวจเชิงรุกได้แล้ว”

นอกจากนี้ ได้ลงพื้นที่เสี่ยงบางจังหวัดในภาคใต้ ซึ่งอยู่นอกเมืองเป็นชุมชนหนาแน่น เพื่อทำการตรวจเลือดหาเชื้อโควิดซ้ำ พบว่ามีหลายคนหลุดรอดไม่พบเชื้อ กระทั่งผลตรวจออกมาพบเชื้อจากการเจาะเลือดเมื่อประมาณ 3 สัปดาห์ก่อน ซึ่งมีหลักฐานว่าติดเชื้อจริงประมาณ 10-15% จากจำนวน 500 คนที่ได้รับการตรวจหาเชื้อ จึงได้รายงานศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 หรือ ศบค. แต่กลับไม่ให้ความสนใจลงพื้นที่เข้าตรวจสอบ อ้างว่าไม่ใช่ผลการตรวจเชื้อจากการแยงจมูกและคอ ที่เรียกว่า RT-PCR เพื่อดูว่ามีเชื้อปล่อยออกมาหรือไม่

จากการตรวจเชื้อโควิดด้วยการแยงจมูกและคอ อาจไม่มีความแม่นยำ เคยมีการเสนอให้ตรวจเลือดเมื่อประมาณ 2 เดือนที่แล้ว กลับไม่มีการตอบสนอง เป็นสิ่งที่น่าละอายมากสำหรับ ศบค.ชุดเล็กและชุดใหญ่ เพราะอย่างน้อยหากผลการตรวจเลือดพบเป็นบวก หากไม่แน่ใจสามารถส่งให้สภากาชาดตรวจสอบได้อีกเพื่อความแม่นยำ บางคนอาจติดเชื้อโควิดมาก่อนไม่แสดงอาการ จึงควรลงพื้นที่สุ่มตรวจ เพื่อจะได้ทราบว่าใครติดเชื้อเป็นระยะเวลานานเท่าใด หากเกิน 14 วัน อาจไม่แพร่เชื้อ

หรือบางคนเพิ่งติดเชื้อมาหมาดๆ มีความสุ่มเสี่ยงที่จะปล่อยเชื้อได้ง่าย ดังนั้นหากตรวจหาเชื้อได้อย่างรวดเร็วจะเป็นผลดี เนื่องจากการตรวจเลือดทำง่ายมาก โดยการเจาะปลายนิ้ว และรู้ผลภายใน 2 นาที อาจได้ผลเลือดเป็นบวกจริง และบวกปลอม แต่เพื่อความไม่ประมาทจะต้องกักตัวผู้อยู่ในข่ายต้องสงสัย ระหว่างส่งตรวจไปยังสภากาชาด

“ต้นทุนการตรวจเลือดหาเชื้อโควิด ที่เป็นโปรตีนทำมาจากใบยา มีราคาเพียง 200-300 บาท ไม่แพง ทั้งถูก คัดกรองได้เร็ว ไม่หลุด หากจะกักคนใน State Quarantine เป็นเวลา 14 วัน ถือว่าสิ้นเปลืองมากกว่า ทำไมไม่นำการตรวจชนิดนี้มาใช้ ในกรณีเป็นความจำเป็นของประเทศ ให้สามารถตรวจหาเชื้อโควิดได้เร็ว ในราคาไม่แพง”.